พระพุทธิวงศมุนี เป็นผู้ที่กำเนินมาเพื่อสืบพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง โดยใช้ชีวิตใต้ร่มผ้ากาสาวพัตรตั้งแต่บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อ อายุ 17 ปี จนถึงวันมรณภาพรวมเป็นเวลา 67 ปีเต็ม อุปสมบทเป็นพระภิกษุได้ 63 พรรษา เต็บบริบูรณ์ ใน ระยะแรก ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมจนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม 6 ประโยค หลังจากได้มีวิชาความรู้เป็นพื้นฐานมั่นคงแล้วก็ได้ตั้งใจเผยแผ่ความรู้ความสารถทางด้านพระพุทธศาสนาแก่พระภิกษุสามเณรและฆราวาสที่เป็นศิษยานุศิษย์ในโรงเรียนปริยัติธรรมของวัดจักรรวรรดิราชาวาสและสำนักเรียนอื่นๆตลอดทั้งญาติโยมและประชาชนทั่วไปในโอกาสต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ปี พ.ศ. 2493-2505 พระพุทธิวงศมุนีได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระธีรฐาณมุนี ให้เป็นเลบานุการ เจ้าคณะตรวจการภาค 3 และได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระปัญญาคมมุนี ท่านได้สนองงานเจ้าคณะผู้ตรวจการภาค 3 ด้วยความทุ่มเท และเสียสละอุทิศกาย ใจ และสติปัญญา อย่างเต็มที่ นับเป็นก้าวแรกที่ได้มีโอกาสเรียนรู้และสั่งสมประสงการณ์ด้านการบริหารกิจการคณะสงฆ์และเผยแผ่พระพุทธศาสนาในภาพรวมเชิงนโยบาย ท่านทำงานมากก็ยิ่งมีประสบการและผลงานที่ปรากฎ ประกอบกับความรู้และความเชียวชาญพิเศษด้านการพยากรณ์โชคชตาราศี ทางโหราศาสตร์ก็ยิ่งทำให้มีศิษยานุศิษย์ และญาติโยมมากขึ้นเป็นลำดับ และเพียงพอที่จะนำญาติโยมและศิษยานุศิษย์ทำบุญทำกุศลสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ วัด สถานศึกษา สถานพยาลาลต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งเป็นมาตุภูมิของพระเดชพระคณฯ
ด้วยผลงานที่โดดเด่นดังกล่าว จึงส่งผลให้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการเจ้าคณะตรวจการภาค 3 ซึ่งมีสมเด็จพระธีรฐาณมุนี เป็นเจ้าคณะตรวจการภาค 3 และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่พระราชธรรมเมธี และได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะภาค 12 ดูแลและปกครองคณะสงฆ์จังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว ต่อมาได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 และ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่พระเทพรัตนโมลี ต่อมาได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ "พระธรรมรัตนวิสุทธิ์ และได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้น เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฎที่" พระพุทธิวงศมุนี ท่านได้บำเพ็ญคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ
พระพุทธศาสนาและสังคมด้วยดีตลอดมา จนถึงบั้นปลายของชีวิตของท่าน พระพุทธิวงศมุนีได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดจักรรวรรดิราชาวาสในปี พ.ศ. 2528 ท่านได้ใช้ความรุ้ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ด้านการบริหารองค์การการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ผ่านมาทำการพัฒนาวัดจักรวรรดิราชาวาสหลายประการอย่างต่อเนื่อง โดยฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการเสี่งต่อการถูกประทุษร้ายต่อร่างกายในขณะที่ทำากรปรับปรุงเขตพุทธาวาส ให้เป็นสัดส่วนโดยปิดซอยเข้าจากสำเพ็งผ่านหน้าพระอุโบสถให้มีรั้วรอบเขตชิดดังที่เห็นกันทุกวันนี้ นอกจากนี้ยังได้ก่อสร้าง และบูรณะซ่อมแซมอาคารต่างๆ คือ พระปรางค์, มณฑปพระพุทธบาทจำลอง คณะ 1,2,3,5,6,7,8,10 ศาลาเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา สำนักศึกษาและปฏิบัติธรรมพระพุทธิวงศมุนี จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อยังได้ให้การสงเคราะห์ด้านการศึกษาพุทธศาสนาพระภิกษุสามเณรในวัดจักรวรรดิราชาวาส และเยาวชนในโรงเรียนต่างๆสงเคราะห์ผู้ป่วย ที่ยากไร้ โดยเป็นผู้นำในการจัดหาทุน ก่อสร้างอาคารผู้ป่วยขนาด 30 เตียง ที่โรงพยาบาลพิบูลมังสาหาร และก่อตั้งมูลนิธิเพื่อนำดอกผล มาช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลผู้ป่าวยที่ยากจน รวมทั้งสงเคราะห์การศึกษาของโรงเรียนมัธยมพิบูลมังสาหาร โรงเรียนประถมพิบูลมังสาหาร (วิภาคย์วิทยากร) โรงเรียนไร่ใต้ประชาคมติดต่อกันหลายปี
กล่าวโดยสรุปพระพุทธิวงศมุนี ได้บำเพ็ยคุณประโยชน์นานัปการทั้งการพัฒนาความรู้จิตใจ และสังคมโดยให้หลักเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาทั้งการก่อสร้างและปฏิสังขรณ์สิ่งปลูกสร้างภายในวัด และอุปกรณ์ต่างๆ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 267,327,285.75 บาท (สองร้อยสี่สิบเจ็ดล้านสามแสนสองหมื่นเจ็ดพันสองร้อยแปดสิบห้าบาทเจ็ดสิบห้าสตางค์) |